เช้าอันแสนว่างเปล่าของสาวกสิงห์บลู
posted on 22 May 2008 19:41 by fm2007
ขณะที่เวลาบนเข็มนาฬิกากระดิกอยู่ที่ 01.30 น.
“To You Be You Love And L…"
เสียงริงโทนเพลง Radio Up จากมือถือที่ผมตั้งปลุก ทำงานของมันอย่างเคร่งครัดในหน้าที่ เวลา และความดังระดับครึ่งร้อยเดซิเบล พาผมฟื้นตื่นจากภวังค์ในบัดดล
บอกตามตรงว่าผมรู้สึกสองจิตสองใจ พร้อมความรู้สึก “ตงิดๆ” อยู่ในใจยังไงชอบกล
“เอาว่ะ... ไหนๆก็ตื่นมาแล้ว จะนอนต่อก็ใช่ที่”
ผมกระตุ้นตัวเอง และสาวเท้าเดินไปเปิดทีวี ซึ่งภาพในจอแก้วยังคงเดินภาพพิธีการและการแสดงก่อนเกมเริ่ม
การแข่งขันครึ่งแรกของเกม ทางฝั่งปิศาจแดงจะเดินเกมรุก บุกใส่ผู้เล่นฝั่งมุมน้ำเงินอย่างเมามันส์ โดยเฉพาะทางขวา ที่มีเอสเซียงประจำการแทนตำแหน่งของเบลเล็ตติ และเฟรไรร่า ถูกคริสติอาโน่ โรนัลโด้ และพาทริซ เอฟร่า สลับหน้าขึ้นมาจู่โจมเป็นระยะๆ จนกระทั่งแมนฯยูฯขึ้นนำ 1 -0 จากลูกโหม่งของโรนัลโด้ โดยการบรรจงเปิดอย่างเหมาะเหม็งจากเท้าของเวส บราวน์ (ช่วงหลังรู้สึกจะพัฒนาฝีเท้าขึ้นเยอะ)
ปิศาจแดงมีโอกาสน็อกสิงห์บลูคาสังเวียนแข้ง บ้านเกิดของท่านผู้นำโรมัน นายหัวแห่งแสตมป์ฟอร์ด บริดจ์ จากลูกโหม่งของเตเบซ และลูกยิงซ้ำของคาร์ริคในจังหวะต่อเนื่อง แต่ก็ไม่พ้นปฏิกิริยาอันฉับไวของปีเตอร์ เช็ก นายด่านสิงห์บลูไปได้ (โค-ตะ-ระ เทพชะมัดเลย จังหวะเซพของพี่แก)
อีกจังหวะหนึ่ง ทั้งมาเกเลเล่สกัดลูกเปิดของฮาร์กรีฟวืด เช็กเซฟวืดไปอีกคน แต่ที่เหลือเชื่อ เตเบซกลับเข้าชาร์จวืดไปอีกคนซะง้าน~
เป็นเชลซีกลับได้ลูกตีเสมอ 1-1 แบบเฮงโคตรๆ เมื่อเอสเซียงยิงไกลไปแฉลบเฟอร์ดินานด์เต็มๆ แลมพาร์ดโฉบตามซ้ำ ขณะที่เดอซาร์เสียจังหวะวิ่งไปอีกทาง บอลเข้าซุกก้นตาข่ายแบบนิ่มๆ ก่อนหมดครึ่งแรกแค่ไม่กี่นาที
กลับมาใหม่ในครึ่งหลัง เขาเอาหนังคนละม้วนมาฉาย (ดีนะที่หยิบไม่ผิด เอาหนังโป๊มาฉาย) เชลซีกลับครองเกมรุกเหนือคู่แข่งแบบเห็นกันจะจะ ส่วนใหญ่พวกพี่ๆ ก็ยิงนก ตกปลาไปเรื่อย ก่อนสิบนาทีสุดท้ายสิงห์บลูน่าจะได้ประตูพลิกขึ้นนำแบบมาก-มาก เมื่อดร็อกบา ซึ่งเด่นอย่างแรงในครึ่งหลัง ยิงปั่นไซด์ โป้ง!!! ผ่านกองหลังคู่แข่ง และเดอ ซาร์ นายทวาร ด่านสุดท้ายของปิศาจแดง ได้แต่มองตาละห้อยมองตามลูกบอลที่พร้อมจะเสียบเข้ามุมซ้ายมือ ม่ายรู้ว่าไซด์น้อยไปหรือป่าว?? บอลกลับชนเสากระเด้งออกมาซะง้าน ท่ามกลางความเสียดายของผม ซึ่งนั่งเฝ้าอยู่หน้าจอ
เกมจบแบบสกอร์บอร์ดยังไม่มีงานเข้า ต้องสู้กันต่อไปจนถึงช่วงต่อเวลาพิเศษ (แบบไม่ต้องใส่ไข่)
#############
และแล้ว......
ดูเหมือนพวกเขาจะใช้โชคจากเทพีจนหมดสต๊อก ในช่วงต้นของการต่อเวลา แลมพาร์ดกลับตัวยิง ลูกบอลย้อยเตรียมจะเสียบใต้คาน แต่.... แต่....แต่.... มันกลับชนคานกระเด็นออกมา ท่ามกลางความเสียดายของชนชาวสีน้ำเงินทั้งผอง
ในอีกมุมหนึ่งของข้างสนาม ตำรวจรัสเซียสามนายรีบสวมเสื้อสีแดง ซึ่งมีตราปิศาจแดงถือสามง่ามเป็นใบรับประกัน ไม่ต้องบอกก็น่าจะรู้ว่าพวกเขาเชียร์ทีมไหน??
ตัดกลับมาที่ในสนาม ปิศาจแดงก็มีโอกาสจากจังหวะสวนกลับ เอฟร่าโซโล่เดี่ยว (ไม่เสียวหลุด) เข้าเขตโทษด้านซ้ายแล้วตวัดให้กิกส์จิ้มโล่งๆ สิบหลา แต่เคราะห์ยังดีที่เทอรี่ กัปตันทีมคนเก่งโหม่งสกัดเอาไว้ได้
เข็มนาฬิกาที่บ้านกระดิกมาที่ 04.00 น. นักเตะทั้งสองฝั่งตะคริวเกาะกันเป็นแถว รูปเกมในสนามจึงดูเนือยๆลงไปเยอะ
“Scouse Free Zone”
แผ่นผ้าสีน้ำเงินข้อความข้างต้น ถูกแขวนไว้บนอัฒจันทน์ฝั่งคลื่นมนุษย์เสื้อน้ำเงิน ผมรู้สึกแปลกใจอย่างแรง ป้ายผ้าข้อความเย้ยหยันนี้ อันที่จริงน่าจะอยู่ฝั่งกองเชียร์เสื้อแดงมากกว่า
แต่แล้ว..... ช่วงท้ายเกม เหลืออีกแค่ไม่กี่นาที รูบอส มิเชล ผู้ตัดสินจัดการอัปเปหิ “ไอ้แมลงสาบแมน” เดอะดร็อกออกไปอาบน้ำอาบท่าก่อนใครเพื่อน ข้อหาตบหน้าวิดิช ในขณะชุลมุนที่นักเตะทั้งสองมุมผลักอกกันมั่วไปหมด ท่ามกลางความ “เซ็งเป็ด” ของนายหัวชาวรัสเซีย
ผมรู้สึกว่าการให้ใบแดงของกรรมการเลือสโลวักจะรุนแรงไปหรือเปล่า?? ถึงดร็อกบาจะมั่วนิ่มเอาคืน จากที่โดนตอดตลอดทั้งเกม เขาก็แค่ตบหน้าเบาๆ แค่ใบเหลืองก็น่าจะเพียงพอแล้ว
ที่สุดแล้ว เกมนี้ก็เดินทางมาถึงฎีกา ชี้ชะตาหาแชมป์ด้วยการดวลเป้า (ไม่ตุง) จนด้า~ย
#############
“เอ๊ก – อี๊ – เอ๊ก – เอ้ก ......”
เสียงไก่ขันบ่งบอกถึงเวลาเริ่มวันใหม่ จะเป็นวันอันแสนสดใส หรือหดหู่สิ้นดี คงขึ้นอยู่ผลการลุ้น (แบบกลั้นปัส -ซา -ว้า~) ซึ่งดำเนินมาจนใกล้ ได้บทสรุปเต็มที
ขณะนั้น การดวลจุดโทษตัดสินกันระหว่างปิศาจแดงจากเมืองแมนเชสเตอร์ และสิงโตน้ำเงินครามแห่งลอนดอน ใช้ผู้เล่นยิงจุดโทษจนถึงคนสุดท้าย ใน 10 มือสังหาร ผู้เล่นฝั่งเสื้อแดงยิงพลาดไปหนึ่ง แต่สกอร์ยังตรึงอยู่เท่ากันที่ 4 – 4
ทันทีที่เทอรี่ นำบอลมาตั้งตรงจุดเพื่อเตะจุดโทษ ในใจผมกลับตั้งคำถามว่า....
“ทามมายแกรนท์ไม่เอาอเนลก้ไปยิงฟระ!!! คิดได้งายว้~าเนี่ย”
เพียงแค่เทอรี่ยิงผ่านเข้ากรอบกระทบตาข่าย แค่นั้น ถ้วยบิ๊กเอียร์ก็จะมาอยู่ในมือผองนักเตะสิงห์บลูในทันใด
สิ่งที่ผมหวั่นเกรงอยู่ในใจ กลับเป็นความจริงเมื่อ....
เทอรี่พลาด!!! ลื่นล้ม ลูกบอลปลิวออกนอกกรอบซะงั้น ทั้งๆที่เดอ ซาร์ นายทวาร (ยังหวานอยู่) ปิศาจแดงพุ่งไปอีกทางแล้วแต้ๆๆ
“ม่า-ง ....... เอ๊-ยยย...... สา- ดดดด......”
ผมได้แต่สบถในใจ (เพราะเกรงข้างบ้านและแม่ออกมาด่า) พร้อมกับความรู้สึกบางอย่างที่เรียกว่า “ลางสังหรณ์” ที่เชลซีกำลังจะก้าวไปตามรอยห้างยา ทีมเก่าของบัลลัค
โอ้วว.... ให้ตายเหอะแบทแมน มันดันเจือกเป็นอย่างที่คิดจริงๆ
เมื่อถึงเวลาดวลซัดเด้น เดธ อเนลก้า (คนที่ผมตั้งความหวังเมื่อสักหนึ่งนาทีก่อนหน้า) มือสังหารลำดับที่ 7 แห่งกองพันบลูอาร์มี่ พกพาสีหน้าและอาการแบบไม่มั่นจายยย... เอาซะลยง่ะ ซึ่งเขาต้องแบกรับความกดดันไว้เต็มๆ สองบ่า จนสีหน้าและแววตาบ่งบอกอาการอย่างชัดเจน
เขาก็ยิงไปติดเซฟของเดอ ซาร์ (หนเดียวที่เซฟจุดโทษผู้เล่นเชลซีได้) บิ๊กเอียร์ลอยมาอยู่บนสองมือของผองเผ่าผู้เล่นปิศาจแดงไปซะแระ
ท่ามกลางความรู้สึกโคตร “เซ็งเป็ด” ของผม ซึ่งนั่งเฝ้าหน้าจอทีวีตั้งแต่เริ่มเกม
#############
แม้ทีมจะจบฤดูกาลด้วยการรับบท “ทริปเปิ้ลพระรอง” ด้วยความจำใจ แต่ความภูมิใจของผมที่มีต่อทีมเชลซี ซึ่งพวกเขาพยายามอย่างสุดๆ ที่จะเข้าป้ายชูถ้วยบิ๊เอียร์ครั้งแรกในประวัติศาสตร์
รวมทั้งกองเชียร์เดอะบลู ซึ่งร่วมร้องเพลง BLUE IS THE CALOUR อย่างกึกก้องช่วงที่ทีมตามหลังอยู่ 0 – 1
ผมมีความรู้สึกว่าในฤดูกาลหน้า ทั้งสองทีมอาจจะได้ล้างตากันอีกรอบ (ให้สะอาดไปเลย) เหมือนกับที่เจอกับลิเวอร์พูล (จนเบื่อ) มาสี่ปีติดนั่นแหละครับ
ในครั้งหน้า พวกเขาจะกำชัยชนะจากคู่อริตัวเอ้ได้หรือไม่???
อยู่ที่ “ความมุ่งมั่น” ของนักเตะจะยังคงมีอยู่ เพิ่มมากขึ้นกว่าเดิม หรือ....
หายไปตามกาลเวลาและสภาพทีมหลังจากนี้
ราชสีห์น้ำเงินคราม
############
ยังไงผมต้องขอแสดงความเสียใจด้วยนะครับ
ปีหน้าว่ากันใหม่
#1 By Juninyá on 2008-05-23 16:54